The FUTURE of ETHANOL
"RENEWABLE,SUSTAINABLE
and CLEAN ENERGY"
ราคาน้ำมันในตลาดโลกทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ และประเทศไทยก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าอยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สถานการณ์น้ำมันจะมีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจสังคม ของชนทุกระดับชั้นในประเทศไทย ในขณะที่อัตราการใช้พลังงานสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตประเทศจะไปหาแหล่งพลังงานอะไรที่ไหนมาใช้
ทางออกของประเทศต่อสถานการณ์น้ำมัน
ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานสำรองไม่มากนัก เราต้องคำนึงถึงเรื่องความมั่นคง ทางพลังงานเป็นสำคัญ กลไกป้องกันความเสี่ยงคือ การประหยัดพลังงาน การใช้พลังงาน ทดแทนที่คืนรูปได้ การเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน นโยบายกำหนดให้ทั้งสามแนวทางนี้จะต้องทำควบคู่กันไป และให้สอดคล้องต้องกัน
ตามเป้าหมายของนโยบายในปี 2554 เราควรจะมีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน 8% ของพลังงานทั้งหมด และในจำนวนแหล่ง พลังงานทดแทนที่เรามีอยู่ในประเทศไทย พลังงานจากชีวมวลดูจะมีศักยภาพอยู่มากที่สุด รัฐจึงมียุทธศาสตร์ที่เน้นทางด้านพลังงานชีวมวล ซึ่งethanol และ biodiesel ก็คือแหล่งพลังงานหลักของชีวมวล (หรือที่เรียกรวมกันได้ว่า biofuels หรือ biomass energy)
วัตถุดิบที่เรานำมาใช้ผลิต biodiesel ได้คือ พืชน้ำมัน เช่น ปาล์มน้ำมัน สบู่ดำ ส่วน ethanol เราผลิตได้จากพืชประเภทแป้ง และน้ำตาล เช่น อ้อย มันสำปะหลัง เมื่อนำ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมัน ต้องนำ biodiesel มาผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วน 10-20% จึงจะนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลใน รถยนต์ทั่วไปได้โดยไม่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ เช่นเดียวกัน ethanol ก็ต้องนำมาผสมกับน้ำมันเบนซินในสัดส่วน 5-10% รู้จักกันทั่วไป ว่า gasohol จึงใช้กับเครื่องยนต์เบนซินทั่วไปได้
ศักยภาพและการพัฒนา biofuels
ความพยายามของรัฐในการผลักดันแผนปฏิบัตินับว่าก้าวหน้าไปอย่างมีประ สิทธิ ภาพ มีคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นผู้กำหนดนโยบาย โดยมี ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมกระทรวง พลังงานเป็นแม่งานในแผนปฏิบัติ กรมธุรกิจ พลังงานเป็นหน่วยงานควบคุมคุณภาพ และมีกระทรวงเกษตรฯ ดูแลทางด้านการจัดหาที่ดินและการเพาะปลูกพืชน้ำมัน นอกจากนั้นยังมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งร่วมกับบริษัทเอกชนทำการศึกษาค้นคว้า วิจัย
เนื่องจากบ้านเรามีศักยภาพสูงในการผลิต biofuels ทั้งพืชแป้งน้ำตาลที่นำมาทำ ethanol และพืชน้ำมันที่นำมาทำ biodiesel เราจึงตั้งเป้าหมายไว้ค่อนข้างสูง กำหนดให้แผนปฏิบัติการพัฒนาและส่งเสริม การใช้ biofuels ทดแทนการใช้น้ำมันให้ได้ 10% ภายในปี 2554 โดยเน้นการผลิต biodiesel และ ethanol เป็นสำคัญ สรุปได้ดังนี้
ส่วน biogas ซึ่งผลิตขึ้นได้จากมูลสัตว์ ปฏิกูล ขยะ รัฐยังไม่มีการส่งเสริมการผลิตในสเกลใหญ่ เพราะแหล่งวัตถุดิบมีอยู่กระจัดกระจาย แต่ได้มีการทดลองและสาธิตอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่ประสบผลสำเร็จ เช่น จีน มีบ่อหมัก biogas ในชุมชนอยู่ถึง 5 ล้านแห่ง ซึ่งนอกจากจะผลิตก๊าซเชื้อเพลิงให้ใช้ในครัวเรือนแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคและเพิ่มสุขอนามัยที่ดีให้กับชุมชนด้วย และลดการตัดไม้ทำลายป่าไปได้ส่วนหนึ่ง ส่วนในประเทศสหรัฐฯ และ บางประเทศในยุโรปตะวันตก ก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีผลิต biogas ขึ้นมาใช้ในสเกลใหญ่ ณ โรงบำบัดน้ำเสียและลานขยะของเทศบาล เอาไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทำน้ำร้อน
จากทรัพยากรดินและน้ำที่มีอยู่จำกัด อะไรคือความสำคัญลำดับแรกทางเลือกเพื่อการบริโภค หรือเพื่อทดแทนน้ำมัน
จากการที่ทั่วโลกขาดความมั่นคงทางพลังงาน อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ การก่อการร้าย การแข่งขันทางเศรษฐกิจ จึงทำให้ทุกๆ ประเทศตื่นตัวแสวงหาพลังงานแหล่งใหม่ๆ มาทดแทนน้ำมัน ประเทศที่มีศักยภาพทางการเกษตรสูง เช่น ไทยและ บราซิล จึงหันมาวางแผนปลูกและผลิต biofuels กันเป็นการใหญ่ หากมีคำเตือนจาก นักวิชาการทั้งในและนอกประเทศว่า การนำพืชผลมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นเป็นการดึงเอาทรัพยากรมาใช้อย่าง ไม่คุ้มค่า เพราะทรัพยากรและพลังงานรวมที่ต้องใส่เข้าไปในการผลิต biofuels นั้นมีปริมาณสูงกว่าผลที่ได้ออกมา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ขาดทุนซึ่งน่าจะเป็นความจริงเมื่อเราผนวกต้นทุนทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เข้าไปด้วยกับกระบวนการผลิต ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่มีความสำคัญลำดับแรกที่เราจะต้องคำนึงถึงก่อนอื่นคือ การผลิตพืชผลขึ้นมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงประชากร
ในส่วนของประเทศไทย เจ้าหน้าที่ระดับนโยบายของกระทรวงพลังงานได้กรุณา ให้ความกระจ่างไว้ว่า กระทรวงฯ ได้คิดเรื่องนี้ เผื่อไว้บ้างแล้ว โดยการวางแผนส่งเสริมออกเป็นสองระดับ คือระดับชุมชน
ในเชิงพาณิชย์ ได้มีการกำหนดโซนนิ่ง (zoning) ของการปลูกพืชน้ำมันโดยกระทรวง เกษตรฯ เป็นผู้ดูแลกำกับ และให้คำแนะนำในการปลูก นโยบายรัฐให้ความสำคัญในเรื่องการอุปโภคบริโภคไว้เป็นลำดับ แรก เช่น การปลูกอ้อย ได้คำนึงถึงการผลิตเพื่อเป็นน้ำตาล อาหาร เครื่องอุปโภคก่อน ส่วนกาก น้ำตาลจึงให้นำมาผลิตเป็น ethanol และส่วนที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งจึงนำมาทำเป็นปุ๋ยและเชื้อเพลิงเผาไหม้ ในขั้นแรก รัฐได้กำหนด พื้นที่ไว้ 4 ล้านไร่ เพื่อปลูกพืชน้ำมันสำหรับทำ biodiesel ส่วนการผลิต ethanol เปิดให้มีการผลิตอย่างเสรี เพราะพืชผลที่ผลิต ethanol มีมากมายอยู่แล้วในประเทศ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าว การเปิดเสรีจึงเป็น การพัฒนาการใช้ประโยชน์ พืชผลเหล่านี้ให้กว้างขึ้น และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าและราคาให้สูงขึ้นด้วย
ปัจจุบันมีบริษัทใหญ่ๆ เช่น ปตท. ลงทุนไปแล้วหลายพันล้านบาทในสเกลใหญ่ แต่การก้าวกระโดดในเรื่องนี้ มิใช่ว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเสมอไป จำเป็นต้องมีการกำกับและปรับเปลี่ยนแผนให้ทันกับสถานการณ์อยู่เสมอ และรัฐก็ต้องตระหนัก ด้วยว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจำนวนมากๆ เช่นนี้ย่อมมีผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด คือ ดินและน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดสัดส่วนกับภาคการผลิตประเภทอื่นๆ และสิ่งแวดล้อมให้สมดุล
อนึ่ง มีแนวทางแก้ปัญหาว่า ถ้าเราสามารถจัดการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะต่อการเพาะปลูกพืชอาหาร และที่ไม่ใช่ป่าไม้มาเป็น พื้นที่เพาะปลูกพืชผลผลิตเชื้อเพลิงได้ก็จะเป็นทางเลือกของการผลิตพลังงานทด แทนที่ยั่งยืนและมั่นคงได้ อย่างไรก็ตามทางเลือกนี้อยู่บนพื้นฐานของการบริหารจัดการที่ดี คือรัฐต้องควบคุมและกำกับให้ การผลิตพืชผลเพื่อเป็นเชื้อเพลิง อยู่ในสัดส่วน ที่เหมาะสมกับการผลิตเพื่อบริโภค และการรักษาสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิด ความสมดุลและเกิดประโยชน์ต่อคนทุกฝ่าย
ในระดับชุมชน การที่รัฐส่งเสริมการผลิตระดับชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ท้องถิ่นมีแหล่งพลังงานเป็นของตนเอง มีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง รู้จักปรับตัวและสร้างแนวทางที่เหมาะสมให้กับท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการปกครองตนเองในระบบการ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รัฐส่วนกลางเป็นเพียงผู้สนับสนุนและส่งเสริม ได้แก่ การทำแคมเปญโครงการ 1 อำเภอ 1 ชุมชนไบโอดีเซล มีโครงการเพิ่มมูลค่าโดยการส่งเสริมการวิจัยให้ใช้ส่วนต่างๆ ของ พืชน้ำมันให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
คุณภาพของเชื้อเพลิงชีวภาพและการปล่อยมลพิษ
คุณภาพของ biodiesel และ ethanol
กรมธุรกิจพลังงานมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมคุณภาพของ biodiesel และ ethanol ที่ผลิตออกมา ในเชิงพาณิชย์ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน รวมไปถึงการทดสอบ สมรรถนะของเครื่องยนต์ด้วยส่วนผสมต่างๆ เช่น biodiesel ผสม 5%, 10%, 20% และการวิเคราะห์คุณลักษณะของน้ำมันที่ผลิตจากพืชผลต่างๆ
การผลิตในระดับชุมชนที่ใช้พืชผลและวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นอาจจะมีปัญหา ในเรื่องคุณภาพของน้ำมัน โดยเฉพาะในกรณี ที่ใช้น้ำมันพืชเหลือทิ้งมาผลิต เจ้าหน้าที่ระดับนโยบายชี้แจงว่า รัฐตั้งความหวังไว้ให้ชุมชนใช้ทรัพยากรและพืชผลที่มีอยู่ในท้องถิ่น เป็นหลัก มีการบริหารจัดการที่ดินและน้ำที่เหมาะสม และพัฒนาวิทยาการภูมิปัญญาของตนเองขึ้นมา เพื่อหาวิธีการนำมาใช้ประโยชน์ตามความต้องการของท้องถิ่น โดย รัฐมิได้มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพมากนัก เช่น การใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตรที่ไม่ต้องมีประสิทธิภาพสูงนัก ในกรณีนี้บริษัทผลิตเครื่องยนต์หลายบริษัทก็มีส่วนช่วยได้มาก โดยการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ใช้กับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลักษณะแปรเปลี่ยนไป ได้กว้างขึ้น ส่วนสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้เปิดศูนย์ KU-biodiesel มก. ให้บริการและคำปรึกษาในเรื่องการทดสอบคุณภาพของน้ำมัน biodiesel ที่ผลิต ได้ในชุมชนและโดยกลุ่มเกษตรกร ว่าได้มาตรฐานหรือไม่ และจะนำมาใช้งานได้อย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการเปิดฝึกอบรมการผลิต biodiesel แก่บุคคลทั่วไปที่สนใจ
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อเราพูดถึงการพัฒนาและการใช้เชื้อเพลิง เราคงหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปไม่ได้ แต่ผลกระทบดังกล่าวจะต้องอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้และชดเชย ฟื้นฟูได้
ประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เห็นได้ คือ การส่งเสริมปลูกพืชน้ำมันปริมาณ มากๆ เป็นเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลกระทบต่อดินและน้ำเช่นเดียวกับการเพาะปลูกพืชไร่ จึงต้องมีวิธีการใช้น้ำ ควบคุมการ ชะล้างพังทลายของดิน และการใช้สารเคมี มิให้ทำลายสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดคือเราต้องมีการกำหนดปริมาณพื้นที่โซนนิ่งในการปลูกอย่าง เคร่งครัด มิให้ไปบุกรุกส่วนที่อนุรักษ์ไว้เป็นพื้นที่ป่าไม้หรือต้นน้ำลำธาร และมิให้ล่วงเกินเข้าไปในส่วนที่จำเป็นต้องใช้ปลูกพืชผลเพื่อการบริโภค อุปโภค นอกจาก นั้นยังต้องเผื่อพื้นที่ไว้ให้มีการหมุนเวียนฟื้นฟู ได้ จึงจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและไม่สร้างปัญหาวิกฤติให้กับเศรษฐกิจส่วนอื่นๆ
ส่วนการปล่อยมลพิษ biofuels ไม่ว่า จะเป็น biodiesel, gasohol หรือ biogas เมื่อเผาไหม้แล้วก็จะเกิดก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์และน้ำ เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซินและดีเซล แต่เกิดในปริมาณที่น้อยกว่าเพราะ เผาไหม้ได้สมบูรณ์กว่าและสะอาดกว่า เพราะ มีสารซัลเฟอร์และสิ่งเจือปนน้อยกว่า
ในแง่ของภาวะโลกร้อน มีนักวิชาการให้ความเห็นว่า การปลูกพืชผล biofuels ที่มีการบริหารจัดการที่ดีในสัดส่วนพื้นที่ที่เหมาะสม โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ปลูกพืชผลเป็นอาหาร และสภาพแวดล้อมแล้ว ย่อมจะลดความรุนแรงของภาวะโลกร้อนได้ นั่นเป็นเพราะมลพิษที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้ biofuels นั้นมีปริมาณน้อยกว่าและสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้กันอยู่ และเมื่อถูกดูดกลับมาใช้กับพืชบนบกและในท้องน้ำ ก็จะสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปได้อีก ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกิน หรือ net carbondioxide ที่หลุดลอยขึ้นไปสู่บรรยากาศน้อยลงมาก บรรยากาศโลกก็สามารถกลับเข้าสู่ความสมดุลได้
นโยบายและยุทธศาสตร์ที่ออกมายังมีช่องว่างที่ต้องปรับ
อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามนโยบายที่กล่าวมามิได้ทำได้ง่ายนัก เมื่อดูทั้งภาพรวมของประเทศ และผลประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจ และสังคมกลุ่มต่างๆ ด้วย เราจะต้องคำนึงถึงความมั่นคงของพลังงาน และการใช้น้ำมันเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่องตามเป้าการพัฒนา ในขณะเดียวกันเราก็ต้องคำนึงถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชน การอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมด้วย รัฐจึงมีมาตรการ ส่งเสริมการผลิตและการใช้ biodiesel และ ethanol ร่วมกันทั้งการอนุรักษ์และพัฒนา ดังนี้
โครงการและงานวิจัยของภาครัฐและเอกชน
นอกจากการเดินหน้าสนับสนุนการผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างเต็ม พิกัดแล้ว รัฐยังส่งเสริมการผลิตระดับชุมชน มีโครงการพึ่งพาตนเองด้าน พลังงานด้วยไบโอดีเซลชุมชนอยู่หลายโครงการ เช่น โครงการต้นแบบ พลังงานระดับชุมชนอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี ได้นำพืชผลที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้เป็นพลังงานตามศักยภาพ โครงการ 1 อำเภอ 1 ชุมชนไบโอดีเซล โครงการนำน้ำมันพืชใช้แล้วมาผลิตไบโอดีเซล เป็นต้น
ในด้านงานค้นคว้าวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีโครงการทดลองไบโอดีเซลจากสบู่ดำ นอกจากปาล์ม น้ำมันแล้วยังผลิตไบโอดีเซลได้จากพืชน้ำมัน ชนิดอื่น รวมทั้งน้ำมันพืชที่ใช้แล้วแต่การนำ มาใช้งานจำเป็นต้องมีการทดลองและทดสอบ ให้แน่นอนว่าใช้กับอะไรได้บ้าง ในจำนวนพืชผลที่ผลิตไบโอดีเซลได้นั้น เมล็ดสบู่ดำนับว่าน่าสนใจมิใช่น้อย เพราะสบู่ดำปลูกได้ทุกพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำและความชื้นสูง แบบปาล์ม สบู่ดำเป็นที่ต้องการเพื่ออุปโภคและบริโภคน้อยกว่าน้ำมันปาล์ม จึงมีราคาค่อนข้างนิ่ง ทั้งยังมีลักษณะใกล้เคียงกับน้ำมัน ดีเซลจึงนำมาใช้ได้ในส่วนผสมที่สูงกว่าน้ำมัน ปาล์ม เหมาะที่จะใช้ในเครื่องจักรกลการ เกษตร ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นและ ตอบสนองแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
นอกจากนั้นงานวิจัยที่ทำกันอยู่ยังครอบคลุมไปถึงการเพิ่มมูลค่าของพืช น้ำมัน คือนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เช่น ส่วนที่ดีที่สุดของน้ำมันปาล์มนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอาง ส่วน ที่รองลงมาทำเป็นไบโอดีเซล และนำกากที่เหลือจากการผลิตน้ำมันมาทำเป็นยาฆ่า แมลง และพลาสติกชีวภาพจากอ้อย ส่วนที่ดีที่สุดนำมาทำเป็นน้ำตาล ส่วน molasse มาทำเป็น ethanol และสุรา ส่วนที่เป็นกาก นำมาทำเป็นปุ๋ยเชื้อเพลิงอัดแข็งและ particle board เป็นต้น
ความหวังที่เป็นไปได้
นับต่อจากนี้ไปอีก 4 ปี คือเวลาที่เราจะต้องคอยดูยุทธศาสตร์ biofuels ที่รัฐตั้งไว้ว่า จะเป็นทางเลือกให้แก่เราได้มากแค่ไหน ถ้าผลที่ออกมาเป็นไปตามที่เราตั้งความหวังไว้ โดยไม่กระทบกระเทือนการกินอยู่ของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ก็จะเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ประเทศไทยจะยืนผงาดมีแหล่งพลังงานเป็นของ ตนเองได้ ลดการนำเข้าน้ำมันได้เป็นจำนวนมหาศาล สามารถนำเงินดังกล่าวไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชากรได้มากมาย
ข้อมูลเพิ่มเติม
การนำเข้าพลังงานของประเทศไทย (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน) รวมกันแล้วมีมูลค่า 912,240 ล้านบาท (2549) โดยมีความต้องการพลังงานในภาคขนส่ง 36%, ภาคเกษตรกรรม 5.3%, ภาคอุตสาหกรรม 38.2%, บ้านอยู่อาศัยและธุรกิจการค้า 21%